ในบทความนี้ เราจะมาสำรวจถึงผลกระทบของ AI ที่มีต่อตำแหน่งงาน งานใดมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจาก AI และวิธีการปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงาน พร้อมทั้งการรักษาความสามารถในการแข่งขันในสายอาชีพอย่างยั่งยืน
ความกังวลเกี่ยวกับการสูญเสียงานจากการเข้ามาของเทคโนโลยีนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เกิดขึ้นมาเป็นเวลานานแล้ว หลายคนกลัวว่าตนเองจะกลายเป็น “คนที่ไม่จำเป็น” เมื่อเทคโนโลยีสามารถทำงานแทนได้ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันหลายอุตสาหกรรมยังคงมีตำแหน่งงานว่างจำนวนมาก แต่กลับไม่มีแรงงานเพียงพอที่จะเติมเต็มความต้องการแรงงาน ความจริงคือ แม้ AI จะส่งผลกระทบต่อการจ้างงานทั่วโลก แต่มากกว่าครึ่งของพนักงาน (62%) เชื่อว่า AI จะเปิดโอกาสใหม่และช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า AI จะไม่ได้เข้ามาแย่งงานของเราโดยตรง แต่จะเปลี่ยนรูปแบบงานเดิมๆ และสร้างงานใหม่เพิ่มขึ้น โดยตำแหน่งงานในอนาคตจะต้องการ “การผสมผสาน” ระหว่างทักษะด้านเทคโนโลยีกับทักษะมนุษย์ที่เฉพาะเจาะจง ซึ่ง AI ไม่สามารถทดแทนได้
งานไหนเสี่ยงได้รับผลกระทบจาก AI มากที่สุด?
งานบริการลูกค้า
AI เช่น แชตบอตและผู้ช่วยเสมือน (Virtual Assistants) สามารถตอบคำถามซ้ำๆ ที่พบบ่อยจากลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ลดภาระงานของพนักงานและเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า จึงทำให้งานบริการลูกค้าเป็นหนึ่งในงานที่ถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติได้ง่ายที่สุด
ผู้ช่วยธุรการและพนักงานต้อนรับ
งานในตำแหน่งนี้มักเป็นงานที่ทำซ้ำๆ เช่น การรับสาย การแจ้งเตือนนัดหมาย หรือการจัดตารางต่างๆ ซึ่ง AI สามารถทำแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดข้อผิดพลาดจากการทำงานของมนุษย์
ผู้ช่วยนักกฎหมาย
AI สามารถค้นคว้าข้อมูลทางกฎหมาย ประมวลผลและจัดทำรายงานได้อย่างรวดเร็ว ช่วยประหยัดเวลาและทรัพยากรของสำนักงานกฎหมาย แม้จะมีข้อดีเหล่านี้ แต่ทักษะเฉพาะของมนุษย์ เช่น การวิเคราะห์เชิงลึกและการตัดสินใจในบริบทซับซ้อน ยังคงเป็นสิ่งที่ AI ทดแทนไม่ได้
นักบัญชีและเจ้าหน้าที่บัญชี
ซอฟต์แวร์ AI สามารถจัดหมวดหมู่รายจ่าย ตรวจสอบยอดบัญชีและจัดทำรายงานทางการเงินได้อย่างแม่นยำ ซึ่งช่วยลดเวลาในการทำงานซ้ำๆ อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจในบริบทซับซ้อนยังต้องอาศัยความเชี่ยวชาญของมนุษย์อยู่
พนักงานคลังสินค้า
AI ถูกนำมาใช้ในกระบวนการค้นหาและเคลื่อนย้ายสินค้าในคลัง ทำให้สามารถดำเนินงานได้รวดเร็วและแม่นยำกว่าแรงงานมนุษย์ โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
โปรแกรมเมอร์ นักเขียนโค้ดและวิศวกรซอฟต์แวร์
AI สามารถเขียนโค้ดได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะยังต้องการความคิดสร้างสรรค์จากมนุษย์ในบางส่วน แต่งานด้านนี้ได้รับการสนับสนุนจาก AI มากขึ้นเรื่อยๆ และสามารถช่วยให้การพัฒนาโปรแกรมเร็วขึ้นมาก
นักออกแบบกราฟิก
เครื่องมืออย่าง DALL·E สามารถสร้างภาพกราฟิกคุณภาพสูงได้ภายในไม่กี่วินาที ทำให้หลายส่วนของงานกราฟิกถูกแทนที่ได้ อย่างไรก็ตาม ทักษะด้านการออกแบบเชิงกลยุทธ์และการตีความบริบทของงานสร้างสรรค์ยังเป็นจุดเด่นของมนุษย์
เรียนรู้เพื่อเติบโต: ทักษะใหม่ในยุค AI
AI ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีครั้งสำคัญที่สุดนับตั้งแต่การเริ่มใช้อินเทอร์เน็ตในธุรกิจ หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า เราใช้ AI อยู่ในชีวิตประจำวันมานานแล้ว เช่น การพูดคุยกับ Siri หรือ Alexa การใช้ GPS หรือแม้แต่การเลื่อนดูฟีดในโซเชียลมีเดีย สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นตัวอย่างของ AI ที่ทำให้ชีวิตเราสะดวกขึ้น ไม่ได้แทนที่มนุษย์แต่อย่างใด
หากคุณเป็นพนักงานหรือกำลังมองหางาน การยอมรับและฝึกฝนทักษะการใช้งาน AI จะเป็นหนึ่งในโอกาสสำคัญของเส้นทางอาชีพในยุคนี้และทำให้คุณเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน และนี่คือแนวทางที่ช่วยให้คุณก้าวนำและรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดแรงงานยุค AI ไว้ได้
1. ยอมรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต
การปรับตัวและเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และทัศนคติที่มองว่าการพัฒนาตนเองเป็นส่วนสำคัญในการทำงาน การพัฒนาตัวเองในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะผ่านการเรียนคอร์สออนไลน์ เวิร์กช็อปหรือการวางแผนในด้านอาชีพกับนายจ้างเพื่อวางแผนการพัฒนาทักษะในการทำงาน ล้วนเป็นแนวทางที่ช่วยให้เราสามารถปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงานและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดแรงงานที่มีความผันผวนสูงในยุค AI เมื่อเรามีทัศนคติที่เปิดรับการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ เราจะไม่เพียงแค่ “อยู่รอด” แต่ยังสามารถ “เติบโต” ไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
การเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่หรือใช้เวลานานเสมอไป แค่เริ่มจากสิ่งเล็กๆ เช่น การอ่านบทความสั้นๆ ทุกวัน ฟังพอดแคสต์หรือลองใช้เครื่องมือในการทำงานใหม่ๆ เช่น ChatGPT, Tableau + Einstein AI และ Otter.ai ก็สามารถต่อยอดไปสู่การเข้าใจเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตการทำงานของเราและทำให้เราไม่ตกยุคด้วย
เพราะในวันที่เทคโนโลยีพัฒนาเร็วขึ้นทุกวัน สิ่งที่จะทำให้เราไม่หลุดจากเส้นทางอาชีพ ไม่ใช่แค่ความรู้เดิมที่มี แต่คือความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอนั่นเอง
2. พัฒนาความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ AI
การทำงานกับ AI ไม่จำเป็นต้องเป็นนักพัฒนาหรือวิศวกรโปรแกรมเสมอไป แต่เป็นการทำความเข้าใจหลักการทำงานเบื้องต้น เช่น AI คืออะไร ทำงานอย่างไร มีประเภทอะไรบ้างและสามารถนำไปใช้ในบริบทใดได้บ้าง เช่น
- Machine Learning (ML): ระบบที่เรียนรู้จากข้อมูลและปรับปรุงตัวเองโดยไม่ต้องเขียนโปรแกรมใหม่ตลอดเวลา
- Natural Language Processing (NLP): ความสามารถของ AI ในการเข้าใจและประมวลผลภาษามนุษย์ เช่น แชตบอต การแปลภาษา หรือการสรุปข้อความ
- Computer Vision: ความสามารถในการมองเห็นและตีความภาพ เช่น การตรวจจับใบหน้า การรู้จำสินค้า หรือวิเคราะห์ภาพถ่าย
การมีความรู้พื้นฐานเหล่านี้จะช่วยให้คุณเข้าใจว่าเครื่องมือ AI ที่ใช้ในงานนั้นทำงานอย่างไรและสามารถเลือกใช้อย่างเหมาะสม อีกทั้งยังทำให้คุณสามารถสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานหรือทีมเทคนิคได้ดีขึ้นเมื่อมีการทำโปรเจกต์ร่วมกัน
สามารถเริ่มต้นได้ง่าย ๆ ด้วยวิธีต่อไปนี้
- ดูวิดีโออธิบาย AI เบื้องต้นบน YouTube
- เรียนคอร์สฟรีจากแพลตฟอร์มอย่าง Coursera, edX, หรือ Khan Academy
- อ่านบทความ หรือหนังสือเกี่ยวกับการใช้ AI ในสายงานของคุณ
ยิ่งเข้าใจ AI มากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งใช้มันเป็นเครื่องมือเพิ่มพลังในการทำงานให้ตัวเองและทีมได้มากขึ้น และคุณจะเริ่มมองเห็นโอกาสในการพัฒนาและเติบโตในเส้นทางอาชีพของคุณอย่างมีเป้าหมาย
3. เพิ่มทักษะมนุษย์ที่ AI ไม่สามารถแทนที่ได้
แม้ว่า AI จะสามารถทำงานได้รวดเร็ว แม่นยำและประมวลผลข้อมูลจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็ยังไม่สามารถทดแทน “ความเป็นมนุษย์” ได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ สัญชาตญาณ ความเห็นอกเห็นใจและการตัดสินใจในสถานการณ์ซับซ้อน ทักษะเหล่านี้ยังคงเป็นจุดแข็งสำคัญที่ตลาดแรงงานต้องการมากขึ้นในยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านนี้
ตัวอย่างของทักษะที่ AI ยังคงไม่สามารถทดแทนได้
- ความคิดสร้างสรรค์ – การสร้างไอเดียใหม่ การเชื่อมโยงสิ่งที่ดูไม่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกันเพื่อสร้างทางออกที่แปลกใหม่
- การคิดเชิงวิเคราะห์และการแก้ปัญหา – การมองสถานการณ์จากหลายมุมและเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดในแต่ละบริบท
- ความเป็นผู้นำ – การสร้างแรงบันดาลใจ นำทีม ฝ่าฟันความไม่แน่นอน และสร้างวัฒนธรรมที่ดีในองค์กร
- ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) – การเข้าใจและจัดการอารมณ์ของตนเองและผู้อื่น
- การสร้างความสัมพันธ์ – การสร้างความไว้วางใจ ความร่วมมือ และการทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างมีประสิทธิภาพ
- การสื่อสารด้วยคำพูดอย่างมีประสิทธิภาพ – ไม่ใช่แค่วิธีการพูด แต่คือการสื่อสารด้วยความเข้าใจและเจตนาที่ชัดเจน
อย่าลืมว่า AI เป็นเพียง “เครื่องมือ” ที่มนุษย์ออกแบบขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวก ไม่ใช่สิ่งที่จะมาแทนที่คุณค่าของมนุษย์ทั้งหมด AI ไม่มีจิตสำนึก ไม่มีความเห็นอกเห็นใจ และไม่มีวิจารณญาณที่เกิดจากประสบการณ์ชีวิต การเข้าใจธรรมชาติของ AI อย่างถ่องแท้ จะช่วยให้คุณใช้มันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้าง “มูลค่าเพิ่ม” ให้กับตัวเองในสายอาชีพ
เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง สิ่งที่เราควรเร่งพัฒนาให้ก้าวทันและก้าวนำ คือ “ศักยภาพของคน” การลงทุนในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะของพนักงาน จึงไม่ใช่แค่การเพิ่มประสิทธิภาพในวันนี้ แต่คือการวางรากฐาน “ความยืดหยุ่น” และ “ความมั่นคง” ให้กับองค์กรในวันพรุ่งนี้ หากองค์กรของคุณกำลังมองหาวิธีพัฒนาทีมให้สามารถทำงาน “ร่วมกับ AI” ไม่ใช่ “ถูกแทนที่ด้วย AI”
ลองเริ่มต้นจากคำถามง่าย ๆ ว่า
“เรากำลังเตรียมพนักงานในองค์กรของเราไปในทิศทางไหนและเรามีความพร้อมแค่ไหนในตอนนี้ ที่การทำงานร่วมกับเทคโนโลยีมีความท้าทายเพิ่มขึ้นทุกวัน?”
เพราะในยุคที่ AI เก่งขึ้นทุกวัน สิ่งสำคัญที่ทำให้มนุษย์ยังคงไม่ถูกแทนที่ คือทักษะที่ไม่มีอัลกอริทึมไหนลอกเลียนได้
และบางครั้ง คำตอบของการพัฒนา ไม่ใช่แค่ทำให้ “รู้ว่า AI คืออะไร”
แต่อยู่ที่การสร้างประสบการณ์เรียนรู้ ที่ช่วยให้คนรู้สึกมั่นใจว่า
“ฉันสามารถใช้ AI เพื่อทำงานได้ดีขึ้น และยังพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นไปพร้อมกัน”